โครงการBack to Home

ชื่อ : วลีรัตน์   แซ่ชื้อ   
ชื่อเล่น : เจี๊ยบ 

อายุ : 21 ปี
กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 
คณะเศรษฐศาสตร์
สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ศูนย์ข้อมูลคนหาย : ศูนย์กลางแห่งความช่วยเหลือเกื้อกูลในสังคม

                  ย่างก้าวแรกที่ได้เข้ามาสัมผัส ณ สถานที่แห่งนี้ ศูนย์ข้อมูลคนหาย : หน่วยงานเล็ก ๆ หน่วยงานหนึ่งของมูลนิธิกระจกเงา สำนักงานกรุงเทพ ก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่น ความไว้วางใจ และความเป็นกันเองของหนุ่มสาวที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของหน่วยงานนี้ นั่นคือ พี่เชษฐ์ พี่เอก พี่ดรีม พี่ตู่ และพี่ฝน ใคร ๆ ที่รู้จักกับเราต่างถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “เฮ้ย จะมาทำอะไรที่ศูนย์ข้อมูลคนหาย” ตอนนั้นเราก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าจะมาทำอะไร รู้เพียงแต่ว่าเราได้เลือกแล้วที่จะมาฝึกงานที่นี่ เราก็ต้องมาทำและทำให้ดีที่สุด ซึ่งในวันแรกที่เข้ามาก็รู้สึกงง ๆ เพราะเป็นวันที่ได้รับการเรียนรู้มากมาย มีทั้งการรับฟังกรณีคนหายที่มีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละกรณี การทำประชาคม การเรียนรู้ที่จะจดจำชื่อพี่ ๆ ทุกคนในมูลนิธิกระจกเงา และอื่น ๆ อีกมากมาย... วันเวลาผ่านมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันนี้เราก็รับรู้ได้เลยว่า พี่ ๆ ทุกคนเต็มใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้กับเราอย่างเต็มที่ ทำให้เราได้เรียนรู้การทำงานใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยได้ทำและไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้ทำอะไรแบบนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราได้รับมานั้นถือว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่มีค่าที่คนจำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันอยากจะได้ทำ ได้สัมผัสแต่ไม่เคยได้รับโอกาสนั้น การได้เข้ามามีส่วนร่วมในการฝึกงานครั้งนี้ ทำให้มองเห็นความลำบากของคนอื่น ๆ ที่อยู่ในสังคม...สังคมที่มีความแตกต่างทางชนชั้น แม้กระทั่งการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐก็ยังมีการแบ่งแยกเกิดขึ้น และยังทำให้เรามีกำลังใจในการดำเนินชีวิตเพราะเมื่อใดที่เราท้อ เราก็ต้องหันหลับมามองคนที่ลำบากกว่าเราว่าเขาอยู่ได้ยังไง ถ้าหากเรามีชีวิตอยู่โดยไม่มีความฝัน ความหวังหรือจุดหมายใด ๆ เลย เราควรจะทำอย่างไร เราจะใช้ชีวิตจมปลักอยู่แบบนั้นได้อยู่อีกหรือ ?

          สิ่งที่ได้รับมาคงไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้หมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอขอบคุณพี่ๆ ทุกคนในโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายและโครงการยุติธุรกิจเด็กขอทาน ที่ถ่ายทอดความรู้ให้อย่างเต็มที่และให้งานมาทำอย่างเต็มที่เช่นเดียวกันรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม แม้ว่าจะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่เปรียบเสมือนละอองฝุ่นในสังคมอันกว้างใหญ่ แต่หากว่าจุดเล็ก ๆ เหล่านี้มีอยู่หลาย ๆ จุด สังคมก็คงดำเนินไปได้อย่างราบรื่น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปัญหาของสังคมก็คงลดลงไปได้ไม่มากก็น้อย ด้วยความร่วมมือร่วมใจของสถานที่แห่งนี้ "ศูนย์ข้อมูลคนหาย : ศูนย์กลางแห่งความช่วยเหลือเกื้อกูลในสังคม"

เส้นทางแห่งการเรียนรู้

บนเส้นทาง 
ศูนย์ฯคนหาย
ยุติฯเด็ก 
ทีวีมอง 
ไอซีที 
ใครได้พบ 
สำนักงาน
ขับเคลื่อนให้ 
สร้างสรรค์งาน
ทำด้วยจิต 
เกิดความสุข
กระจกเงา 

 

 

การเรียนรู้ 
คลายกังวล
เน้นขอทาน
จ้องความคิด
หนีไม่พ้น 
ตนอาสา 
การบัญช
ีมูลนิธิ 
ผ่านสังคม 
อาสา 
ุกข์มลาย 
เราอยู่ค 

   

สู่จุดหมาย
พ้นหม่นหมอง
ตามครรลอง 
สื่อเด็กไทย 
เรื่องระบบ
สุขไฉน
นี่ภายใน 
กระจกเงา
ระดมคิด
พาพวกเขา
หายหมองเศร้า
สังคมไทย

ณ  มหาวิทยาลัยกรุงเทพ  วิทยาเขตกล้วยน้ำไท  

เจี๊ยบ   :  เฮ้ย ซัมเมอร์จะทำอะไรกันมั่ง

เพื่อน  :  คงลงเรียนซัมเมอร์หรือไม่ก็หาที่ฝึกงาน

เจี๊ยบ   :  จะไปฝึกที่ไหนกันล่ะ

เพื่อน   :  ยังไม่รู้เลย

เจี๊ยบ   :  จะสมัครที่ไหนกัน บอกด้วยนะ   

เพื่อน   :  อือ

ณ  ที่บ้าน 

หาข้อมูลเกี่ยวกับที่ฝึกงาน search หาข้อมูลใน www.google.com ก็ได้เจอกับโครงการนักศึกษา(บ้า)ฝึกงานใน www.bannok.com  พออ่านแล้วก็สนใจเลยโทรชวนเพื่อน

เจี๊ยบ  :  เฮ้ย มณ อยากฝึกงานมั้ย

มณ    :  อยากดิ ฝึกที่ไหนล่ะ หาได้แล้วเหรอ

เจี๊ยบ   :  เออ ไปด้วยกันดิ

มณ    :  อืม ไปด้วย ๆ 

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2549 ณ มูลนิธิกระจกเงา อาคารแปซิฟิค เพลส
เจี๊ยบ + มณ :  สวัสดีค่ะพี่จรัญ
พี่จรัญ       :  สวัสดีครับ

……………………………………………………………………………………………………….

            การก้าวเท้าเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนักศึกษาฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงาสำนักงานกรุงเทพนั้น ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะอยากเข้ามาทำโครงการไหน เพราะอยากแค่เข้ามาฝึกประสบการณ์เฉย ๆ แต่แล้วพี่จรัญก็เลยบอกว่างั้นเข้ามาฝึกงานที่โครงการศูนย์ข้อมูลคนหายก็แล้วกัน ตอนนั้นก็เลยตกลงเออออไปก่อนเพราะยังไม่ค่อยรู้ว่าโครงการไหนทำอะไร พอคุยกันเสร็จเรียบร้อยพี่จรัญก็พาไปแนะนำกับพี่ที่ประจำโครงการคือ พี่เชษฐ์ พี่เอก พี่ฝน พี่ตรีมและพี่ตู่ ตอนแรกก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชินเพราะยังไม่ค่อยรู้จักใคร สักพักนึงพี่ฝนก็เริ่มสอนว่าโครงการนี้ต้องทำอะไรบ้าง งานหลัก ๆ ที่พี่ฝนบอกก็คือการรับเคสคนหาย เราต้องให้คำปรึกษาแก่ญาติของผู้สูญหาย แล้วก็สอนให้วิเคราะห์ว่าเป็นกรณีคนหายรูปในแบบใดซึ่งมีทั้งหมด 10 ประเภท คือ  โรคสมองเสื่อม  ลักพาตัว  ล่อลวงเพื่อทางเพศ  ล่อลวงเพื่อแรงงาน  สมัครใจ  ชู้สาว  ติดเกมส์  ติดแชททางtel/internet ขาดการติดต่อ และอื่นๆ   แล้วรู้สึกว่าวันนั้นเป็นอะไรที่งงมาก เพราะอยู่ดีๆ ก็มีกรณีคนหายเข้ามาขอคำปรึกษาที่สำนักงาน พี่ฝนก็เลยให้เข้าไปฟังด้วยเพื่อจะได้เรียนรู้ ได้ง่ายและเร็วขึ้น พอได้เริ่มทำงานวันแรกก็รู้สึกเลยว่ามันเป็นงานที่ดีมาก ๆ เพราะเราได้ให้คำปรึกษากับคนอื่น ช่วยคนอื่นให้สบายใจมากขึ้น  และยังทำให้เราใจเย็นขึ้นด้วย ต่อมาพี่ฝนก็สอนการทำ autopage ลงบนหน้า website สอนการกรอกฐานข้อมูลลงหน้าเว็บ ส่วนงานอื่นๆที่ได้ทำก็คือการแก้ไขบทความหนังสือแกะรอยเส้นทางค้าเด็ก การแก้ไขรูปแบบการจัดวางเนื้อหาของสารคดี การตัดเก็บclippingข่าว การเขียนบทความนักศึกษาฝึกงานลงในเว็บ http://www.backtohome.org/  ฯลฯ

            ระหว่างที่กำลังฝึกงานอยู่พี่จรัญก็ได้บอกว่าอยากให้นักศึกษาฝึกงานทุกคนได้ไปลงพื้นที่ที่จังหวัดพังงา ไปเป็นอาสาสมัครช่วยสร้างบ้านที่บ้านน้ำเค็ม เพื่อจะได้เรียนรู้การช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ปัญหาก็คือเราต้องตามไปทีหลังเราก็อืม โอเคนะอยากไปมาก แต่พอเอาเข้าวันจริง เริ่มปอดเพราะไม่เคยนั่งรถทัวร์ไปคนเดียว ไปสายใต้ก็ไปไม่เป็น ตามไปพังงาด้วยความหวาดระแวงเพราะไม่รู้ว่าศูนย์อาสาสมัครสึนามิอยู่ที่ไหน แต่พอไปถึงได้เจอเพื่อน ๆ อาสาสมัครคนอื่น ๆ ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันทีว่าในสังคมเราถึงแม้จะมีคนเห็นแก่ตัวอยู่มาก ทำงานเพื่อเอาหน้าก็เยอะ แต่ก็ยังมีกลุ่มพลังเล็ก ๆ กลุ่มนี้ที่ยังคอยโอบอุ้มและเกื้อกูลสังคมไทยอยู่ ยิ่งพอได้ไปลงพื้นที่สร้างบ้านที่บ้านน้ำเค็มก็ได้รับรู้ปัญหาของชาวบ้านที่เกิดขึ้นจริง การได้มีส่วนร่วมไปพังงาครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่คุ้มค่าเพราะได้สร้างความคิด สร้างการเรียนรู้และได้รับประสบการณ์เพิ่มมากขึ้น การสร้างบ้านเป็นงานหนักถึงแม้ว่าเราจะลงแรงไม่ได้เยอะแต่ว่าความปลาบปลื้มใจ ความภาคภูมิใจมันเกิดขึ้นได้เพียงเพราะว่าเรามีใจอยากที่จะไปช่วย สิ่งที่รู้สึกว่าตัวเรามีคุณค่ามาก ๆ เลยก็คือ มีบ้านของคุณลุงคนหนึ่งที่อยากให้บ้านเสร็จเร็ว ๆ เพื่อที่เขาจะได้เปิดเป็นโรงเรียนสอนดนตรีให้กับเด็ก ๆ แล้วเหมือนกับว่าวันแรกไปสร้างบ้านให้เขา พอวันที่สองไปสร้างบ้านหลังอื่นลุงคนนี้ก็เดินมาเรียกว่าทำไมไม่ไปช่วยลุงล่ะ บ้านลุงไม่มีคนช่วยเลย เหมือนกับว่าเขารอให้เราไปช่วยสร้างอยู่ แล้วที่หมู่บ้านก็ยังมีเด็ก ๆ ที่น่ารักเข้ามาคุยด้วย ขอให้วาดรูปให้ มาเล่นด้วยกัน เราก็ได้คุยกับพวกเค้าก็รับรู้ได้ว่าพวกเด็ก ๆ บางคนก็ยังเศร้าอยู่แต่บางคนก็ยอมรับสภาพได้แต่ทุกคนรอคอยสิ่งหนึ่งเหมือนกันคือ”บ้าน”ว่าเมื่อไหร่จะสร้างเสร็จซะที สิ่งที่เราทำก็เหมือนเป็นส่วนประกอบเล็กๆที่จะทำให้บ้านสร้างตัวขึ้นไปได้และก็คาดหวังว่าคงมีคนมาสานต่อจนบ้านเสร็จ ยิ่งได้เห็นคนต่างชาติที่มาทำงานให้ชาวบ้านแล้วรู้สึกว่าเขาน่าชื่นชม เพราะเขาทำงานอย่างตั้งใจจริง ๆ ทำงานอย่างทุ่มเท ทำให้อดนึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ว่าทำไมคนของประเทศเราเองไม่เห็นจะช่วยเหลือกันอย่างนี้เลย ไม่ว่าเดินไปทางไหนก็จะเห็นว่าหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้มีผู้สนับสนุนคือ ประเทศเยอรมนี ประเทศอังกฤษ ฯลฯ แต่ไม่มีประเทศไทยก็ทำให้รู้อีกว่าการนำเสนอข่าวออกไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง  และสิ่งที่รู้สึกว่าได้มีการเรียนรู้เข้าถึงชุมชนจริงๆก็คือมีวันนึงที่มีการไปลงชุมชนเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชาวบ้าน พบว่าปัญหายังมีอยู่อีกเยอะมากโดยเฉพาะชุมชนชาวมอร์แกนที่ไม่มีงานทำ  จะมีหัวหน้าชุมชนอยู่คนนึงที่คอยช่วยเหลืออยู่เล่าปัญหาให้ฟังด้วยความอึดอัดและคับแค้นใจ เพราะว่าเขาพยายามทำเพื่อชาวบ้านในหมู่บ้านแต่กลับกลายเป็นว่าหน่วยงานภาครัฐไม่ให้ความร่วมมือและไม่เคยดูแลเอาใจใส่เลย ไม่ว่าเรื่องอะไรเขาต้องเข้าไปทำเองทั้งหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องการรับบริจาคคือหมู่บ้านของเขาถูกทางอำเภอเอาป้ายติดไว้ว่าห้ามบริจาคให้กับหมู่บ้านนี้ หรือเรื่องการขอบ้านเลขที่เขาต้องเข้าไปขอกับรัฐมนตรีจึงจะได้มา หรือเรื่องบัตรประชาชนเขาบอกว่าถ้าไม่มีมูลนิธิกระจกเงาเข้าไปดำเนินการให้ป่านนี้ก็คงยังไม่มีบัตรกันเลย เป็นต้น                           

            การที่ได้เข้ามาฝึกงานที่มูลนิธิกระจกเงาทำให้ได้รับการเรียนรู้และแง่คิดต่าง ๆ มากมายรวมทั้งทำใกระบวนการของความคิดเปลี่ยนแปลงไป การเรียนรู้ที่นี่เปรียบเหมือนกับการเรียนรู้บทเรียนนอกห้องเรียนที่เต็มไปด้วยสีสันและประสบการณ์ที่สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตได้ หากให้เปรียบเทียบกับตัวเองก็มีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลง อย่างเช่น อารมณ์และความรู้สึก ก่อนหน้านี้จะเป็นคนที่อะไรนิดหน่อยก็จะรู้สึกว่าทำไมมันยากอย่างนี้ ทำไมชั้นต้องมาทำอะไรอย่างนี้ด้วย เหนื่อยจัง ไม่อยากทำแล้ว แต่พอได้เข้ามาทำงานที่นี่และได้ไปเป็นอาสาสมัครที่พังงาก็รู้สึกได้เลยว่า เฮ้ย คนที่ลำบากกว่าเรายังมีอีกเยอะนะ เราโชคดีแค่ไหนแล้วที่เกิดมามีครบทุกอย่าง มีทั้งครอบครัว มีบ้าน มีรถ ได้เรียนหนังสือ ได้ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ ได้กินข้าวครบทุกมื้อ ได้ไปเที่ยว ฯลฯ ทำให้คิดได้ว่าถ้าเรามีปัญหาก็อย่าท้อแท้เพราะปัญหาของเราเทียบไม่ได้เลยกับปัญหาของคนอื่นอีกมากมายในสังคมและยังทำให้เราคิดได้ว่า “ปัญหามีไว้ให้เราแก้ ไม่ได้มีไว้ทำให้เราทุกข์” การทำงานที่นี่ยังทำให้ได้เรียนรู้การทำงานที่เป็นระบบ เรียนรู้การประชุมเช้าที่ทุกคนต้องมาเล่างานของตัวเองให้คนอื่นฟัง เรียนรู้การทำประชาคมที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน และถึงแม้ว่าจะได้ฝึกงานที่โครงการศูนย์ฯคนหายโครงการเดียว แต่เราคิดว่าทุกโครงการมีความสำคัญเท่ากันหมดเพราะ “โครงการทุกโครงการในมูลนิธิกระจกเงาต่างก็เปรียบเสมือนฟันเฟืองของเครื่องจักร ถ้าหากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป เครื่องจักรก็คงทำงานไม่ได้อย่างราบรื่น” อย่างแน่นอน

            ต้องขอขอบคุณพี่ ๆ และเพื่อนนักศึกษาฝึกงานในมูลนิธิกระจกเงาทุกคนที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี  การได้เข้ามาฝึกงานที่นี่มีความรู้สึกว่าอบอุ่นมาก ทุกคนมีความเป็นกันเอง และการทำงานที่นี่ยังไม่น่าเบื่อมีอะไรให้ทำอยู่ตลอด ถึงแม้ว่างานที่ได้ทำจะไม่ได้ตรงกับสิ่งที่เคยเรียนมาเลย แต่ก็ดีใจและชอบมากที่ได้รับความรู้ใหม่ ๆ  มีความสุขทุกวันที่ได้เข้ามาทำงาน รู้สึกดีใจที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่เพราะว่าตั้งใจจะมา และการทำงานก็ไม่ได้หวังผลตอบแทนจากใคร ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม  ถ้าฝึกงานจนครบตามกำหนดแล้วต่างคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันกลับไปเรียนหรือไปทำงานและดำเนินชีวิตตามเส้นทางของตัวเอง ก็ได้แต่หวังว่าทุกคนจะไม่ลืมกันและเก็บความทรงจำที่น่าประทับใจนี้ตลอดไป 

 



อ่าน 1933

 
นายวิธนะพัฒน์ รัตนาวลีพงษ์ (บอม) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  หลักสูตรนิติศาสตร์ ปี 4 ฝึกงานโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ (Not For Sale)
 
รุ่งอโณทัย  บุญประเสริฐ (กุ๊กกิ๊ก) มหาวิทยาลัยศรนครินทร์วิโรฒ นักศึกษาฝึกงาน โครงการ IT Watch
 
น.ส วนิดา วัชรีอุดมกาล (โย) โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง ชั้น5 มาจากมหาลัยราชภัฏจันทรเกษม
 
นายนนท์ จันทร์เพ็ญ (อาท)ท  จาก :มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์  ชั้นปีที่ 4 สาขา : ออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิก  โครงการ : Ngos Cyber
 
โครงการสถาบันเด็กทำสื่อ
 
นางสาวนูรีซัน คอเน็ง(ซันย่า) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขต ปัตตานี โครงการอาสามาเยี่ยม
 
นายชาญชัย แก้วทอง (เก้า)  มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม  : คณะวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี  สาขาวิชา : วิทยาการคอมพิวเตอร์  ภาควิชา : คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเเละมัลติมีเดีย
 
ภัทราพร  มณีโชติ (เอ็มมี่) มหาวิทยาลัย มหาสารคาม คณะวิทยาการสารสนเทศ เอก ประชาสัมพันธ์  นักศึกษาฝึกงาน การตลาดเพื่อสังคม
 
โครงการไอซีทีเพื่อการพัฒนา (ICT4D)
 
ปารินันท์ เพชรกาศ (บู) ศึกษา : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โครงการ : NGOs Cyber (Web)
 
นายอัศม์เดช มัชฌิมาภิโร ชื่อเล่น อัฐ ศึกษาที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ คณะ ศิลปศาสตร์ นักศึกษาฝึกงานโครงการ NGOs Film
 
เอ็ม นักศึกษาฝึกงาน โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง
 
อโรชา ชินบุตร (ทราย)  ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร  คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์  สาขาสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร
 
อธิยา ผ่องใส (ปุ๋ย)  มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี  นักศึกษาฝึกงาน โครงการ แบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง
 
  นายกัมพล อิ่นคำ (โป) นักศึกษาฝึกงานโครงการ NGOS clyber มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงงราย ฝึกงานที่ มูลนิธิกระจกเงา สำนักงานกรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 2 พ.ย. 52 ถึง 29 ม.ค. 53


   

            

"กายพร้อมใจพร้อม โครงการนักศึกษาฝึกงาน มูลนิธิกระจกเงา ยินดีต้อนรับ"
สอบถามเรื่องการฝึกงานได้ที่ (พี่สุกี้) สุธิตา หมายเจริญ 02-9732236-7#1499
E-mail: intern@mirror.or.th