โครงการ TV4kids

เรื่องเล่าของนักศึกษาสาวฝึกงาน

        ฉันยังจำได้ดีถึงความรู้สึกในวันที่อาจารย์และรุ่นพี่บอกกับพวกเราในห้องเรียนว่า   “พวกเธอจะต้องฝึกงานในเทอมซัมเมอร์ปี3นะ” ซึ่งวันนั้นเป็นวันแรกที่ฉันก้าวเข้าสู่การใช้ชีวิตนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ เอกวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต หลังจากที่ได้มีโอกาสเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในรั้วของราชภัฏพระนครมาเป็นเวลาเกือบสามปี แน่นอนว่าในเมื่อไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเป็นนักศึกษา นั่นก็หมายความว่าไม่ใช่ครั้งแรกด้วยเช่นกันที่ฉันได้ยินว่า “เธอจะต้องฝึกงาน”  แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉัน “จะได้เป็นนักศึกษาฝึกงาน” 

        ในตอนนั้น คำถามมากมายวิ่งเล่นอยู่ในหัวของฉัน แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ เพราะเห็นว่ามีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจอีกตั้ง 2 ปี อีกทั้งในตอนนั้นความสนใจทั้งหมดของฉันพุ่งไปอยู่ที่กิจกรรมการรับน้อง และการประชุมเชียร์ ที่มีทั้งความสนุกสนานและเร้าใจเฟรชชี่ (ครั้งที่สอง) อย่างฉันมากกว่าการที่จะต้องมานั่งคิดถึงสิ่งที่ฉันจะต้องเป็นในอีกสองปีข้างหน้า
 
        และแล้ววันเวลาก็ทำหน้าที่ของมันต่อไป จากเฟรชชี่ปีหนึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตนักศึกษาอย่างไร้แก่นสาร และไม่มีจุดมุ่งหมายอะไร กลายเป็นพี่ปี 2 ที่ยังคงดำเนินชีวิตแบบเดิม ๆ เช้าตื่นมาเรียน เย็นกลับบ้าน ทำรายงาน แล้วก็นอน จนกระทั่งโลก บุบ ๆ เบี้ยว ๆ ใบนี้หมุนครบอีกหนึ่งรอบ และฉันก้าวขึ้นมาสู่การเป็นรุ่นป้าปี 3 คำพูดของอาจารย์ในวันปฐมนิเทศก็ปรากฏเป็นเงาเลือนราง ขึ้นมาท่ามกลางความว่างเปล่าในสมองของฉันอีกครั้ง  “ปีนี้แล้วซินะ ที่ฉันจะได้เป็นนักศึกษาฝึกงาน”พร้อม ๆ กับที่ คำถามมากมายก็พากันกลับมาวิ่งเล่นในสมองที่มีอยู่น้อยนิดของฉันอีกครั้ง“ฉันจะไปฝึกงานที่ไหนดี”,“นักศึกษาฝึกงานเขาทำอะไรกันบ้างหว่า…แล้วฉันจะทำได้ไหม”และคำถามอีกร้อยพันที่ฉันต้องการคำตอบ แต่ก่อนที่ฉันจะได้ค้นหาคำตอบของคำถามเหล่านั้น คำบอกเล่าของเพื่อนสมัยเรียนราชภัฎที่เคยโทรมาหาก็แว็บขึ้นมาเสียก่อน “ฉันไม่มีความสุขกับการฝึกงานเลย ที่นั่นทำเหมือนฉันเป็นส่วนเกิน ไม่มีใครสนใจจะสอนงาน วัน ๆ ให้ทำแค่ถ่ายเอกสาร กับ ชงกาแฟ” และคำบอกเล่าอีกมากมายที่ทำให้ฉันรู้สึกหวั่นไหวและหวาดกลัวกับการไปเป็นนักศึกษาฝึกงานที่อาจจะไม่ได้ทำอะไรเลย

        ในที่สุดก็ถึงวันที่ฉันจะต้องเลือกว่าจะไปฝึกงานที่ไหน  เพื่อนบางคนเลือกที่จะไปเดลินิวส์ เพื่อนบางคนเลือกที่จะไปไทยรัฐ และอีกหลาย ๆ หนังสือพิมพ์ที่เป็นตัวเลือกสำหรับการฝึกงานของนักศึกษาเอกวารสารศาสตร์อย่างฉัน ‘แต่ฉันไม่อยากไปฝึกงานที่หนังสือพิมพ์นี่นา จะทำยังไงดีหล่ะ’ สุดท้ายก็ได้เพื่อนผู้แสนดีชี้ทางสว่างให้ เมื่อเนสหรือคุณนีนี่ได้เจอ ‘ประกาศจับนักศึกษาบ้างาน’ ใน www.tv4kids.org และชวนมุ่ยมาสมัคร ฉันซึ่งตอนนั้นยังหาทางไปไม่ได้ก็เลยตัดสินใจติดสอยห้อยตามสองคนนั้นมาที่นี่ เพราะฉันถือคติว่า ‘คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับบ้านได้’ แต่สุดท้ายก็กลายเป็น 5 คน เมื่อ น้ำกับแตง ตามมาฝึกงานที่กระจกเงาด้วยกัน

 

 

        วันแรกที่ฉันได้มาเหยียบออฟฟิตกระจกเงา  ก็คือ วันที่พี่จรัญ นัดให้เข้ามาพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับงานที่จะต้องทำ และเพราะว่าพวกเรามีกัน 5 คน ไม่สามารถที่จะยัดเข้าไปในทีมเดียวได้ จึงเกิดการแบ่งทีมในวันนั้น ฉัน,มุ่ย และ แตง เลือกที่จะฝึกกับทีม Tv4kids ส่วนเนสและน้ำ เลือกที่จะไปลุยงานกับทีม BTH ฉันจำได้ว่าวันนั้นพี่จรัญเรียกพี่ต้นอ้อเข้ามาพูดคุยถึงการทำงานของทีม Tv4kids และทำความรู้จัก ครั้งแรกที่ได้เจอกัน พี่ต้นอ้อดูดุมาก จนฉันอดที่จะนึกหวั่น ๆ ไม่ได้ว่า ‘สงสัยฉันจะฝึกงานไม่ผ่าน’ เพราะฉันเป็นคนที่ทำงานค่อนข้างช้า และไม่ได้เรื่องเท่าไหร่  อย่างตอนเรียน อาจารย์สั่งรายงานมา ฉันก็มักจะรอจนไฟลนก้นนั่นแหละ ถึงได้ลงมือทำ หลังจากพูดคุยกันเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ฉันก็กลับไปผจญภัยกับการสอบอันแสนจะมหาโหด และงานที่กองสุมเอาไว้ยังไม่ได้ทำส่ง รวมทั้งงานของเพื่อน ๆ ที่ฉันดันอาสารับมาทำอีกมากมายก่ายกอง

        แล้ววันแรกของการเป็นนักศึกษาฝึกงานก็เดินทางมาถึง  วันที่ 9 มีนาคม ฉันมาทำงานด้วยอาการเบลอ ๆ เล็กน้อย เนื่องจากคืนวันที่ 8 ฉันนั่งสะสางงานให้เพื่อนจนเกือบสว่าง หลังจากประชุมเช้าพี่ ๆ ในทีม tv4kids ก็ปฐมนิเทศและแจกแฟ้มงานไว้ให้ศึกษาว่าต่อจากนี้ไปเราจะต้องทำอะไรบ้าง หลังจากนั้นก็พูดคุยทำความรู้จักกัน และจับฉลากพี่เลี้ยงที่จะมาดูแลเราตลอดสามเดือนที่ฝึกงาน ซึ่งฉันจับได้พี่ตะวัน ครั้งแรกที่เห็นพี่ตะวันหรือพี่โหน่ง ฉันก็ได้แต่สงสัยว่าทำไมพี่เขาดูไฮเปอร์มาก ๆ ไม่เหมือนคนท้องเลยอ่ะ และพอได้รู้ว่าพี่เขาจะมาเป็นพี่เลี้ยง ก็กังวลเหมือนกันว่า ‘พี่เขาจะเบื่อและรำคาญ’ เพราะฉันเป็นคนที่เรียกได้ว่าไม่ค่อยจะมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีเท่าไหร่  กับคนที่ไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคยกัน ฉันจะไม่ค่อยพูดด้วย แต่ปัจจุบันฉันกลายเป็นคนที่พูดมากไปเสียแล้ว ซึ่งน่ากลัวว่าพี่ตะวันแกจะรำคาญมากกว่าเดิมซะอีก

 

        อาทิตย์แรกผ่านไป ฉันได้ทำงานทุกอย่างที่ ‘นักศึกษาฝึกงาน’ ไม่ว่าที่ไหนก็จะต้องได้ทำ นั่นก็คือ การส่งแฟกส์, ถ่ายเอกสาร, ไปอัดรูป, ซื้อตั๋วเครื่องบิน, ศึกษางานจากแฟ้มงานของทีม และสิ่งสุดท้ายที่จะต้องทำเป็นประจำทุกวันนั่นก็คือ อ่านหนังสือพิมพ์ให้ได้ 1 ฉบับ แรก ๆ ก็แอบเซ็งเล็กน้อยที่ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ เพราะฉันเป็นคนประเภทที่เบื่อง่าย ไม่ชอบทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา แต่สิ่งที่ฉันเบื่อและเซ็งนั่นแหละ คือความรักและความหวังดีของพี่ ๆ ที่ต้องการให้ฉันมีความชำนาญในสิ่งที่ฉันจะต้องทำตลอด 3 เดือนของการฝึกงาน

 

        งานชิ้นแรกที่ฉันได้ทำในฐานะนักศึกษาฝึกงานก็คือ การเขียนบทความ มุมมองที่มีต่อรายการทีวี ซึ่งได้รับมอบหมายโดยพี่ปู และเป็นงานที่ฉันคิดว่าหินมาก เนื่องจากในระยะหลัง ๆ มานี่ ฉันแทบจะไม่ได้ดูทีวีเลยด้วยซ้ำ ก็เลยไม่รู้ว่าจะรู้สึกอะไรกับรายการทีวีดี แต่ทว่าด้วยการชี้แนะจากพี่ ๆ ฉันก็สามารถกลั่นกรองความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้  งานชิ้นต่อมาอันนี้จะเรียกว่าเป็นงานของตัวเองก็คงได้ไม่เต็มปากนัก เพราะจริง ๆ ก็เข้าไปช่วยมุ่ยเขียนและแก้คำเฉย ๆ นั่นก็คือ เขียนข่าว pineapple poll เมื่อพ่อแม่ทะเลาะกันแล้วลูกควรทำอย่างไร

 

        หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ พี่ ๆ ในทีมก็เริ่มให้ทำงานตามสายงานของทีม  โดยเริ่มจากการนั่งอ่านหนังสือพิมพ์เพื่อหาประเด็นมาเล่นต่อ เข้าประชุมเพื่อเสนอประเด็น หลังจากที่ประเด็นผ่านก็จะต้องโทรไปสัมภาษณ์แหล่งข่าว หรือไม่ก็ออกไปสัมภาษณ์ ซึ่งบางครั้งฉันก็แอบลักไก่ด้วยการสัมภาษณ์เพื่อนนักศึกษาฝึกงานด้วยกันในออฟฟิศ (ไม่ดีนะคะอย่าทำตาม) หรือไม่ก็สัมภาษณ์เพื่อนที่รู้จักกันผ่านเอ็มเอสเอ็น ถ้าหากว่าประเด็นนั้นสามารถใช้แหล่งข่าวที่เป็นเยาวชนหรือเด็กได้  หลังจากที่ส่งงานให้พี่ ๆ ตรวจไปแล้ว ก็มานั่งรอลุ้นว่าจะต้องแก้ไขงานชิ้นนั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน ซึ่งฉันเป็นคนที่ค่อนข้างโชคดีตรงที่ชอบอ่านหนังสือ งานที่เขียนออกมาโดยเฉพาะบทความก็เลยถูกแก้ไขไม่มากเท่าไหร่นัก ส่วนมากถ้าจะต้องแก้ไขจริง ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของคำผิด,การใช้คำฟุ่มเฟือย และ วิดน้ำที่มากเกินไปในชิ้นงานนั้น ๆ ออก แต่ถ้าหากจะถามว่างานเขียนของฉันดีไหม ฉันก็ว่ามันยังไม่ดีพอจนเป็นที่น่าพอใจมากนักหรอก แม้กระทั่งงานเขียนชิ้นที่ขึ้นเวปไซต์แล้วเมื่อฉันลองย้อนกลับไปอ่าน ฉันก็มักจะพบจุดที่ฉันไม่พอใจและอยากจะแก้ไขใหม่อยู่เรื่อยไป

 

        งานชิ้นที่ดองไว้นานที่สุดสำหรับฉันก็คือ ข่าว The Swan เนื่องจากข้อมูลมีอยู่น้อยมาก และตัวรายการในฉบับของอเมริกานั้นก็ออกอากาศเฉพาะทางช่อง ยูบีซี เท่านั้น จึงหาคนที่จะมาเป็นแหล่งข่าวค่อนข้างลำบาก และข่าวที่ออกมาว่า คุณยุวดี จะเอามาทำเป็นฉบับของคนไทยก็ยังเป็นแค่ความคิด แต่ยังไม่มีข่าวว่าได้มีการถ่ายทำแล้ว อีกทั้งมีการเปลี่ยนแหล่งข่าวตอนหลังอีกครั้งหนึ่งด้วย จากตอนแรกที่สัมภาษณ์อาจารย์วิลาสินีมา พี่ตี๋ก็ขอให้เปลี่ยนเป็นอาจารย์เอื้อจิตรแทน เนื่องจากอาจารย์วิลาสินียังไม่เคยดูรายการดังกล่าวมาก่อนเลย

 

        งานสัมภาษณ์ ความน่าเชื่อถือของเอสเอ็มเอส เป็นงานที่เหมือนจะง่าย แต่ยาก และโดนดองนานพอ ๆ กับ The Swan เนื่องจากว่าต้องไปทำงานในทีมฅนอาสา 1 อาทิตย์ และไปพังงาอีก 1 อาทิตย์ อีกเหตุผลที่ทำให้งานชิ้นนี้เหมือนจะง่ายแต่ไม่ง่ายก็คือ ความคิดเห็นของคนที่ไปสัมภาษณ์จะออกมาในแนวเดียวกันหมด ทำให้ชิ้นงานขาดความหลากหลาย งานสัมภาษณ์อีกชิ้นที่คิดว่ายากพอ ๆ กัน ก็คือ ดาราควรใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ในฐานะต้นแบบของเยาวชน ซึ่งจริง ๆ แล้ว ฉันคิดว่าที่มันยากก็เป็นเพราะว่า ฉันไม่ชอบพูดกับคนที่ไม่รู้จัก และไม่ชอบการสัมภาษณ์มาก ๆ ทุกครั้งที่ต้องสัมภาษณ์ฉันจะรู้สึกเกร็งและทำตัวไม่ถูก แต่หลังจากผ่านการฝึกงานตรงนี้ไปแล้ว ฉันคิดว่าความรู้สึกแบบนั้นคงจะหมดไป

        บทความ เหตุที่แฟชั่นในจอกำหนดแฟชั่นนอกจอ เป็นการทำงานที่เรียกว่าเปลี่ยนฟิวส์กะทันหัน ทำให้มึนไปพักใหญ่ เนื่องจากตอนเขียนเรื่องเอสเอ็มเอส จะออกแนวการเมือง เรื่องค่อนข้างเป็นงานเป็นการนิดหน่อย แล้วอยู่ดี ๆ ก็มาจับงานที่มันเป็นเรื่องบันเทิงเลย แต่ชิ้นนี้ก็ง่ายขึ้นมานิดนึงเพราะว่าเป็นเรื่องราวที่ค่อนข้างจะใกล้ตัว ต่อจากบทความชิ้นนี้ก็เป็น บทความ โฆษณา Exit ชุดแรด เดิมทีไม่ได้คิดจะเล่นเรื่องนี้ แต่เรื่องที่เสนอประเด็นไปไม่ผ่าน และพี่ตี๋แนะนำมาว่าให้เล่นเรื่องนี้ ก็เลยลองดู แต่ด้วยความที่ว่าเรื่องไม่ค่อยมีประเด็นให้เล่นเท่าไหร่ ก็เลยเขียนออกมาได้ไม่ยาวมากนัก แต่ติดปัญหาตรงที่การใช้ภาษา เพราะคำบางคำถ้าใช้มันก็ดูแรงไป ก็ต้องมานั่งคิดอีกว่าจะใช้คำอะไรแทนได้บ้าง จริง ๆ อยากจะเขียนคำแรง ๆ นะ แต่ลงชื่อจริง-นามสกุลจริง นี่ซิ

        นอกจากนั่งหาประเด็น นั่งพิมพ์ข่าว,บทความ,บทสัมภาษณ์ อยู่ในออฟฟิศแล้ว บางครั้งฉันมีโอกาสได้ติดตามพี่ ๆ ออกไปทำข่าวข้างนอกด้วย และงานที่ฉันเคยได้ออกไปร่วมก็มี งานคืนบัตรคืนสิทธิ์ของขบวนการตาสัปปะรด ที่ทำให้ฉันอึ้งกิมกี่กับความคิดของน้องน้ำค้าง เนื่องจากตอนที่ฉันอายุเท่าน้องเขาฉันไม่มีความสนใจในเรื่องการเมืองแม้แต่น้อย (ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สนใจอยู่ดี) แม้อาจารย์จะกรอกหูอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่ามันเป็นเรื่องสำคัญอย่างไรก็ตาม ซึ่งหลังจากกลับจากงานแถลงข่าวพี่ตี๋ก็มอบหมายให้ฉันกับพี่ก้อยช่วยกันเขียนข่าวเพื่อส่งต่อให้พี่ไข่งานนี้เรียกว่าหินมาก ๆ เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองซึ่งฉันไม่มีอยู่ในสมองของฉันแม้แต่น้อยแล้ว  น้องน้ำค้างและน้อง ๆ ทีมขบวนการตาสัปปะรดยังพูดกันเร็วมากมากขนาดพี่ตะวันช่วยเรื่องตรวจคำ แก้คำให้แล้วกว่าจะได้ออกจากออฟฟิตกันก็ปาเข้าไปตั้ง 3 ทุ่ม

        งานคุกคามสื่อคุกคามประชาชน ซึ่งจัดที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยได้พบพี่ ๆ นักข่าวมากมายเต็มไปหมด และได้เจอพิงค์ซึ่งฝึกงานอยู่ที่มติชนด้วยค่ะ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการที่ฉันออกไปกับพี่ ๆ เป็นการช่วยให้งานของพี่เขาเสร็จเร็วขึ้นหรือไปเป็นตัวถ่วงให้งานของพี่เขาเสร็จช้าลงกันแน่ แต่สิ่งที่ฉันได้จากการโดนลากออกไปงานเหล่านี้ก็คือ การได้เรียนรู้ถึงวิธีการทำงานของนักข่าวซึ่งก็ไม่ยากและไม่ง่ายสำหรับฉัน

        นอกจากจะได้ออกไปข้างนอกในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานแล้ว การที่ได้มาฝึกงานที่กระจกเงาบ้านที่แสนอบอุ่นแห่งนี้ ฉันยังได้ออกไปทำงานอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เรียนมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการไปช่วยในงานเปิดตัวหนังสือ ‘แกะรอยธุรกิจขอทาน’ ของพี่เชษฐ์ ซึ่งก็ได้ไปช่วยในส่วนของงานจิปาถะ อย่างตอนเช้าก็ไปเดินซื้อถุงมาใส่หนังสือกับมุ่ย ตอนเที่ยงๆก็ไปซื้อขนมเพื่อนำมาเลี้ยงแขกที่มาร่วมงานที่โลตัส พร้อมกับของอื่น ๆ ที่ต้องใช้ในงาน พอกลับมาถึงงานก็ได้มีโอกาสช่วยเดินถ่ายรูป และที่ดีใจมากก็คือ รูปที่ถ่ายออกมา พี่ ๆ เขาเอาไปใช้ ก็นะตอนแรกคิดว่าจะถ่ายออกมาแล้วใช้ไม่ได้น่ะสิ จากงานนี้ก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมาหลาย ๆ อย่าง ทั้งเรื่องของการเตรียมงาน ที่ดูจะยุ่งยากวุ่นวายกว่าที่เคยคิด และเรื่องของการเชิญนักข่าว และสื่อมวลชนมาในงาน จากแต่เดิมที่เคยเข้าใจว่า เวลามีงานนักข่าวและสื่อมวลชนเขาจะมาเองไม่ต้องเชิญ

        นอกจากงานเปิดตัวหนังสือแล้ว อีกงานหนึ่งที่ดีใจที่ได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม ก็คือ การที่ฉันได้มีโอกาสเดินทางลงไปพังงาร่วมกับบรรดาเหล่าอาสามากอดรุ่นที่ 3 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2549  ซึ่งการไปอาสามากอดในครั้งนี้ฉันได้มีส่วนเข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภัย สึนามิ  ด้วยการไปช่วยสร้างบ้านให้กับชาวบ้านเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่การไปช่วยส่งกระเบื้องมุงหลังคา,ไปขุดหลุมส้วม,ช่วยหยอดปูน,ร่อนทราย แต่สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจว่าอย่างน้อย ๆ ฉันก็ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้มอบแรงกายแม้เพียงน้อยนิดเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้เดือดร้อนเหล่านั้น นอกจากความภาคภูมิใจแล้วการเดินทางลงไปพังงาในครั้งนี้ฉันยังได้สิ่งดี ๆ กลับมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกประทับใจกับบรรยากาศ(ท้องทะเลสีเขียวอมฟ้า, ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส, อากาศที่สดชื่นทุกครั้งที่หายใจเข้า,และ หมู่ดาวที่ส่องแสงระยิบระยับยามดึก)ซึ่งหาไม่ได้ในเมืองกรุง นอกจากนั้นแล้วฉันยังได้เพื่อนใหม่อีกมากมายหลายคน ซึ่งเขาเหล่านั้นก็คือฅนอาสาที่เดินทางร่วมกัน และนักศึกษาฝึกงานทีมพัฒนาชุมชนซึ่งประจำอยู่ที่ TVC ที่พังงานั่นเอง

        สิ่งที่ฉันคิดว่าฉันได้รับจากการมาฝึกงานกับโครงการ Tv4kids ณ กระจกเงาแห่งนี้ มีอยู่มากมายด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ฉันกล้าที่จะพูดคุยกับคนอื่นมากขึ้น ทั้งทางโทรศัพท์ และการพูดคุยกันตัวต่อตัว เนื่องจากเดิมทีฉันเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างมาก ไม่กล้าที่จะเริ่มบทสนทนากับใครก่อน และถึงแม้จะเป็นฝ่ายถูกชวนคุยฉันก็มักจะพูดคุยแบบถามคำตอบคำ แล้วยิ่งการสัมภาษณ์แหล่งข่าวด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงกันเลย ฉันมักจะเกร็ง และกลัวทุกครั้งที่จะต้องไปสัมภาษณ์ใครสักคนเพื่อมาเขียนข่าวส่งอาจารย์ แต่หลังจากที่ฉันมาฝึกงานที่นี่ ฉันกลับกล้ามากขึ้น เพราะถ้าฉันไม่ทำก็ไม่มีใครจะทำให้ และถ้าไม่ทำก็ไม่มีงานส่ง

        นับจากวันแรกที่ฉันก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่จนถึงวันนี้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ฉันก็รู้สึกผูกพันกับบ้านหลังนี้มากมาย ถึงแม้พื้นที่จะเล็กแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่แสนจะอบอุ่น แม้ทุกคนงานจะล้นมือมากมายแค่ไหนแต่ก็ยังมีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะมอบให้แก่กันและกัน น้ำใจและไมตรีของพี่ ๆ ทุกคน น้องคนนี้จะขอเก็บเอาไว้ในหัวใจตลอดไป แม้ว่าในเวลาอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะไม่ได้พบหน้ากัน แต่สัญญาค่ะว่าจะไม่ลืม 

        ขอบคุณกระจกเงา ที่ทำให้ฉันได้เป็นหนึ่งแรงที่ไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่ที่ได้ลงไปช่วยเหลือชาวน้ำเค็ม หลายครั้งที่ฉันอยากไปค่ายอาสา แต่เพราะเหตุผลมากมายทำให้ฉันไม่สามารถที่จะไปได้ แต่กระจกเงาทำให้ความฝันของฉันตรงจุดนั้นเป็นความจริงขึ้นมาแล้วในวันนี้ และขอบคุณอีกครั้งที่ให้โอกาสฉันได้เข้ามายืนในพื้นที่เล็ก ๆ ในนามของ ‘นักศึกษาฝึกงาน’ 
  
     ขอบคุณพี่ปู ที่คอยตรวจงานและแก้ไข พร้อมคำแนะนำมากมาย ซึ่งทำให้งานเขียนของหนูออกมาดีขึ้น
ขอบคุณพี่ตี๋ สำหรับคำว่า ‘สู้ๆนะ’ ทุกครั้งที่หนูท้อแท้และคิดงานไม่ออก ทุกครั้งที่หนูรู้สึกว่าทำไม่ได้ พอได้ยินคำพูดนี้ของพี่ตี๋แล้ว ทำให้หนูมีแรงฮึดขึ้นมาอีกเฮือกใหญ่เลยค่ะ ถึงวันนี้แล้วหนูก็อยากจะบอกพี่ตี๋เหมือนกันว่า ‘สู้ๆนะคะ’
ขอบคุณพี่ต้นอ้อ ที่คอยอัพงานของพวกเราขึ้นเวปไซต์ ครั้งแรกที่เจอพี่ต้นอ้อหนูคิดว่าพี่คงจะเป็นคนที่ดุมาก ๆ แต่หลังจากที่ได้ทำงานร่วมกันมาจนถึงวันนี้ทำให้หนูรู้ว่า จริง ๆ แล้วพี่ต้นอ้อเป็นคนที่ใจดีมากเลยค่ะ ขอบคุณที่คอยบอกหนูว่า ‘หยุดกินเดี๋ยวนี้นะ’ ^^ แล้วหนูจะพยายามกิน(ให้)น้อยลงค่ะ
        ขอบคุณพี่นิ่มค่ะ ที่คอยกระตุ้นพวกเราเสมอเวลาที่พวกเราทำงานชักช้า ถ้าไม่มีพี่นิ่มพวกหนูคงทำงานกันไม่เสร็จตามเวลาแหง ๆ
        ขอบคุณพี่ตะวัน ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ที่คอยดูแลหนู ถึงแม้ว่าตอนจับฉลากพี่เลี้ยง พี่จะไม่อยากได้หนูก็เถอะ แต่ก็นะ สงสัยว่าชาติที่แล้วเราจะทำกรรมเอ้ย ทำบุญมาร่วมกัน ในที่สุดพี่ก็หนีการมาเป็นพี่เลี้ยงหนูไม่พ้น อิอิ ขอบคุณสำหรับคำสอนเรื่องงาน เรื่องการปฏิบัติตัว และอื่น ๆ อีกมากมาย รักพี่สาวคนนี้มากลยนะ
ขอบคุณพี่ ๆ ทีมอื่นทุก ๆ คน สำหรับมิตรภาพและความหวังดี รวมถึงความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้ หนูดีใจที่ได้มาทำงานกับพวกพี่ค่ะ แม้จะเป็นเวลาสั้น ๆ แค่สามเดือน แล้วหนูจะกลับมาเยี่ยมเยียนบ่อย ๆ ค่ะ มีอะไรให้ช่วยเหลือก็กริ๊งกร๊างไปได้ตลอดเวลาเลยนะ
        ขอบคุณพี่เกรียง สำหรับอาหารอร่อย ๆ ตลอดเวลาที่หนูไปอยู่ที่พังงา เพราะฝีมือการทำอาหารของพี่เกรียงพวกเราเลยน้ำหนักขึ้นกันอีกคนละหลายกิโล
ขอบคุณพี่เอ ที่คอยขับรถพาพวกเราไปไซต์งาน และคอยสอนพวกหนูว่าควรทำอะไรยังไง และมารยาทมากมายเวลาที่ต้องทำงานกับฝรั่ง
        ขอบคุณ พี่ก้อย ที่มานั่งเป็นเพื่อนรอคนมาเปิดออฟฟิศด้วยกันทุกวัน ถ้าไม่มีพี่ก้อยหนูคงต้องนั่งเหงาคนเดียวแน่ ๆ เลยหล่ะ
       ขอบคุณเบญ บอม น้อง กี้ เก๋ แจ็ค เหมียว โปร่ง สำหรับมิตรภาพและคำว่าเพื่อน พี่ น้อง
และสุดท้าย ขอขอบคุณพี่หนูหริ่งค่ะ ที่ทำให้เกิดกระจกเงาขึ้นมา เพราะถ้าไม่มีกระจกเงา หนูก็คงไม่ได้รู้จักพวกพี่ ๆ ทุก ๆ คน

 

 




อ่าน 2836

 
โครงการ ICT4D
 
น.ส.กนกวรรณ คุ้มพาล ชื่อเล่น น้ำ ศึกษาที่ มหาวิทยาลัยพะเยา คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นักศึกษาฝึกงานโครงการ : NGOs Cyber (Website)
 
เอ็ม นักศึกษาฝึกงาน โครงการแบ่งปันเพื่อการเปลี่ยนแปลง
 
นางสาวปิยะนุช  ไทยด้วง (นุช)  มหาวิทยาลัยราชภัฎหมู่บ้านจอมบึง  นักศึกษาฝึกงานโครงการ : NGOs Cyber (Website)
 
อรรจน์  รัฐถาวร (อัด) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี   นักศึกษาฝึกงาน NGOsCyber
 
น.ส.ภาสณี  มูลด้วง  (ส้ม) แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกิจ  วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม
 
นายชุมพล มีสมปลื้ม  (เติ้ล) มหาวิทยาลัย อีสเทิร์นเอเชีย   ชั้นปีที่ 4 คณะ ศิลปศาสตร์   สาขา สารสนเทศศาสตร์ ฝึกงานโครงการ NGOs Cyber
 
นายกฤษณะ นามสกุล เนตรเถื่อน (กฤษณ์)  จาก มหาวิทยาลัยราชภัฎนครสวรรค์  ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาการออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิก  โครงการ Ngos cyber
 
โครงการรพ.มีสุข
 
นางสาวพลอยไพลิน  ลีจ้อย (บลู) มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม คณะวิทยาศาสตร์เเละเทคโนโลยี สาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาควิชา คอมพิวเตอร์กราฟฟิกเเละมัลติมีเดีย โครงการคอมเพื่อน้อง
 
โครงการ TV4kids
 
 นางสาวนิภาพร   ผ่องแผ้ว ( ยุ้ย) ศึกษาที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี คณะวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี สาขาวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ โครงการ NGOS cyber
 
นายสุธี  เสมาเพชร (โอม)  มหาวิทยาัลัยศรีปทุม โครงการ : NGOs Cyber (Website)
 
ปอมแปม โครงการอาสามาเยี่ยม
 
นายวุฒิชัย เจนจิรวงศ์ (ชัย)โครงการ ICT4D มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์


   

            

"กายพร้อมใจพร้อม โครงการนักศึกษาฝึกงาน มูลนิธิกระจกเงา ยินดีต้อนรับ"
สอบถามเรื่องการฝึกงานได้ที่ (พี่สุกี้) สุธิตา หมายเจริญ 02-9732236-7#1499
E-mail: intern@mirror.or.th