ข่าวประชาสัมพันธ์จากมูลนิธิกระจกเงา

 

 

มูลนิธิกระจกเงาถอดบทเรียนกรณีลักพาตัวน้องพอมแพม ชี้กระบวนการติดตามเด็กหายของรัฐเหลว ขาดประสิทธิภาพ ไม่รับแจ้งความ ไม่ติดตามหา  ด้านนายกปู โดนอัดอย่าแค่อุ้มเด็กโชว์ผ่านสื่อ ติงให้จริงใจในการแก้ปัญหาโดยการจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหายในประเทศไทย

 

 

                ที่มูลนิธิกระจกเงาวันนี้      (26  ส.ค.54 )     มูลนิธิกระจกเงาได้จัดแถลงข่าวเพื่อทบทวนสถานการณ์การลักพาตัวเด็กล่าสุดภายหลังจากพบตัวด.ญ.ศิรินทิพย์ สำอางค์ หรือน้องพอมแพม ภายหลังจากถูกหญิงลักษณะคล้ายคนเร่ร่อนลักพาตัวไปขอทานนานกว่า 20 วัน

 

            นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข    หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงากล่าวว่า      จากกรณีที่ครอบครัวของน้องพอมแพมได้ลูกคืนกลับมานั้นเป็นเพราะการประสานงาน อย่างแข็งขันของหลายฝ่าย ทั้งสื่อมวลชน  องค์กรพัฒนาเอกชน  และประชาชนทั่วไปที่ติดตามข่าวสารเรื่องการลักพาตัวในครั้งนี้   ทั้งนี้ในความเป็นจริงหากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามหาน้องพอมแพมตั้งแต่วันแรกที่หายตัวออกไปจากบ้าน    ครอบครัวน้องพอมแพมอาจจะได้พบตัวน้องเร็วกว่านี้ก็เป็นได้      

             ทั้งนี้หน่วยงานหลักที่จะต้องเป็นผู้ดำเนินการ     ในการตามหาน้องพอมแพมคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   แต่ในทางกลับกันสิ่งที่เป็นปัญหามากที่สุดคือการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ให้ความสนใจและไม่ใส่ใจในการตามหาเด็กหาย     โดยกรณีของน้องพอมแพมเป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน  เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำท้องที่ไม่ยอมรับแจ้งความและติดตามการหายตัวของน้องพอมแพมในทันที    ซึ่งปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นกับเด็กหายหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับแจ้งความและไม่ออกสืบสวนติดตามหาโดยเร็ว

 

            “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ต้องเปลี่ยนทัศนคติของผู้ปฏิบัติงาน ให้เข้าใจถึงปัญหาคนหายในสังคม  ต้องไม่ละเลยและไม่ตั้งเงื่อนไขว่าต้องหายออกจากบ้านไปครบ 24 ชม.ก่อน ถึงจะรับแจ้งความ ซึ่งในความจริงประเทศเราไม่มีกฎหมายระบุไว้ในเรื่องกรอบเวลา  เจ้าหน้าที่ต้องพึงตระหนักว่าเด็กหายหรือคนหายเป็นญาติของตนเองเหมือนดังที่ประกาศไว้ว่าบริการดุจญาติ พิทักษ์ราฏร์ดุจครอบครัว ”หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงากล่าว

 

            นายเอกลักษณ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากการรวบรวมสถิติคนหายของศูนย์ข้อมูลคนหายมูลนิธิกระจกเงา พบว่าสถิติคนหายในรอบ  7 ปีมีมากว่า 2 พันราย   โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ถูกลักพาตัวไปมากถึง 56 กรณี โดยมี 19 กรณีที่ยังตามตัวไม่พบ  ตนอยากวิงวอนให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องหันมาเอาจริงเอาจัง กั       บคนหายที่ยังไม่สามารถติดตามตัวพบโดยเฉพาะกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผู้หญิงคนแรกของประเทศไทย ที่เมื่อวานนี้(25 ส.ค.)  ได้อุ้มน้องพอมแพมต่อหน้าสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาล   ซึ่งนอกจากการอุ้มน้องพอมแพมโชว์ต่อหน้าสื่อมวลชนแล้วตนอยากเห็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมในการช่วยเหลือติดตามคนหายอย่างเป็นระบบมากกว่าการอุ้มเด็กโชว์

 

            “ตลอดระยะเวลาของการหายตัวไปของน้องพอมแพม คนของฝ่ายรัฐบาลที่ออกมารับเรื่องก็ไม่ได้ใส่ใจในการติดตามเท่าที่ควร     ถึงแม้พลเมืองดีจะให้การช่วยเหลือน้องพอมแพมเพราะเห็นภาพน้องพอมแพมผ่านสื่อมวลชนก็ตาม  แต่ก็ไม่เคยปรากฏภาพของน้องพอมแพมในสื่อของรัฐเลยแม้แต่นิดเดียว   ยังมีเด็กอีกกว่า 20 คน ที่รอให้นายกรัฐมนตรีอุ้ม   ผ่านกระบวนการติดตามหาตัวที่ต้องเกิดจากรัฐบาล”หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์มูลนิธิกระจกเงากล่าว

 

            นายเอกลักษณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า     สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำในการจัดการปัญหาคนหายคือการเร่งดำเนินการจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหายของหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐจะต้องมีการจัดการความรู้เกี่ยวกับการหายตัวไปของบุคคลในแต่ละประเภท  และจะต้องมีบุคลากรในการให้คำปรึกษาและติดตามคนหายอย่างทันท่วงที       ซึ่งหลายประเทศมีการจัดตั้งศูนย์ติดตามคนหายในลักษณะแบบนี้ และมีกระบวนการติดตามหาคนหายกลับคืนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

            ด้านนายวิธนะพัฒน์    รัตนวลีพงษ์ หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน      มูลนิธิกระจกเงากล่าวว่า กรณีของน้องพอมแพมจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าถูกลักพาตัวเพื่อนำไปขอทาน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องพอมแพมถือว่าเข้าข่ายของการค้ามนุษย์และยังมีเด็กอีกจำนวนมาก ที่ถูกนำมาหาผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกันนี้ตามท้องถนนในประเทศไทย ซึ่งการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานในลักษณะแบบนี้ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546  ซึ่งภาครัฐต้องให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานอย่างจริงจัง  ทั้งนี้ในกรณีของน้องพอมแพมจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อพลเมืองดีบางส่วนให้ข้อมูลหรือแจ้งเบาะแสไปยังเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้ดำเนินใด ๆ  จึงทำให้ขบวนการนายหน้าค้ามนุษย์นำเด็กเข้ามาเป็นเครื่องมือในการขอทานเพิ่มขึ้น

 

หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทานมูลนิธิกระจกเงากล่าวอีกว่า  กระบวนการที่เป็นปัญหาสำหรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐอีกส่วน    คือกระบวนการทำงานของชุดปฏิบัติการเพื่อกวาดล้างเด็กขอทาน     ที่หลังจากช่วยเหลือเด็กมาได้แล้วมักไม่มีการคัดแยกเด็กว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หรือไม่       จึงทำให้ไม่สามารถดำเนินคดีกับนายหน้าที่พาเด็กมาขอทานได้ตามความเป็นจริง  กรณีแบบนี้จึงทำให้เกิดกลุ่มนายหน้าที่คอยเรียกรับเงินจากผู้ที่พาเด็กมาขอทาน    เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดระยองหรือชลบุรี เป็นต้น นอกจากนี้การส่งเสริมสวัสดิการให้กับกลุ่มเด็กขอทานไทยที่มาจากความยากจนของครอบครัวก็ยังไม่มีระบบที่ชัดเจน ทำให้เด็กต้องกลับไปเป็นเด็กขอทานข้างถนนอีกครั้ง

 

            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายของการแถลงข่าว มูลนิธิกระจกเงาได้นำเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อไปยังรัฐบาลตรัฐบาลชุดใหม่และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ    เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กหายอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นระบบ  ดังต่อไปนี้

 

           1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ     ควรปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานต่อการรับแจ้งความคนหาย  กรณีคนหายที่เป็นเด็ก หรือการหายตัวไปที่เข้าข่ายถูกค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่ตำรวจควรรับแจ้งความทันที   โดยไม่ต้องรอให้หายตัวไป              ครบ  24 ชม.ก่อน  และต้องมีกระบวนการสืบสวนติดตามที่มีประสิทธิภาพในทันที    

           2.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรมีการจัดการความรู้เกี่ยวกับคดีลักพาตัวเด็กในประเทศ เพื่อให้เห็นแผนประทุษกรรมและลักษณะของการกระทำความผิด     สำหรับเป็นแนวทางในการป้องกันและปราบปรามกรณีลักพาตัวเด็กต่อไปในอนาคต 

           3.ในระยะสั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ     ควรจัดตั้งคณะทำงานหรือแผนกติดตามคนหาย ในพื้นที่กองบังคับการภูธรจังหวัด   กองบัญชาการตำรวจนครบาล  และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษา และสืบสวนติดตามกรณีคนหาย โดยควรทำงานประสานร่วมกับศูนย์ประชาบดี กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 

          4.รัฐควรจัดให้มีการประชาสัมพันธ์และเปิดพื้นที่ให้มีการเผยแพร่ภาพเด็กหาย ในสื่อที่รัฐกำกับดูแลอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง  

          5.รัฐควรรณรงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับคนในสังคมเกี่ยวกับการช่วยเหลือเด็กขอทานโดยการงดการให้เงินและเปลี่ยนเป็นการแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมในการช่วยเหลือเด็กอย่างถูกวิธี   และควรดำเนินการลงพื้นที่ติดตาม ตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที หลังจากที่ได้รับแจ้งเบาะแส    เพื่อให้เด็กได้รับการช่วยเหลือออกจากข้างถนนและนำส่งเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพ   

          6.รัฐควรพิจารณาจัดตั้ง     ศูนย์ติดตามคนหายในประเทศไทยเพื่อบริหารจัดการปัญหาคนหายในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ       โดยการบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ องค์กรพัฒนาเอกชน และสื่อมวลชน 

         7.รัฐควรพิจารณาปรับปรุงแก้ไขระเบียบการตำรวจ    เกี่ยวกับคดีลักษณะคนหายพลัดหลง  และผลักดันให้มีกฎหมายติดตามคนหายในประเทศไทย

 

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา

 

โทร 02-9414194-5 ต่อ 104 ,  086 7948670  , www.facebook.com/Thaimissing

 

 



อ่าน 2588

 helplink.net สื่อกลางแบ่งปันนํ้าใจในสังคมทางออนไลน์ (มูลนิธิกระจกเงา)
 เมตตาธรรมเบ่งบานสังคม 'เด็กไร้สัญชาติ' องค์กรเอกชนยื่นมือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส
 ไมโครซอฟท์ใจบุญอบรมไอที NGO